‘แบล็คแจ็ค’ แนะนำกติกา เข้าใจการเดิมพัน เล่นเป็นหาเงินได้ในบทความเดียว

นี้คือบทความที่จะสอนให้เล่นเกมไพ่แบล็คแจ็คเป็นและสามารถเดิมพันได้แบบรวดเร็ว เข้าใจง่าย อ่านจบก็พร้อมที่จะลงโต๊ะเดิมพันได้เลย

แบล็คแจ็ค คือ หนึ่งในเกมไพ่ที่ได้รับนิยมมากที่สุด ในปัจจุบันถูกนำมาเป็นเกมไพ่สำหรับเล่นเพื่อความสนุกและเดิมพันหารายได้เข้ากระเป๋า ยิ่งการเล่นแบล็คแจ็คออนไลน์สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นเล่นผ่านคอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ๊ค, แล็บท็อป หรือแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ก็ทำได้แบบไม่มีลิมิต ซึ่งค้นหาผู้ให้บริการเดิมพันที่มีคุณภาพได้จาก Asaincasinotop10 ได้เลย คัดมารีวิวเฉพาะเว็บไซต์ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพเท่านั้น

กติกาการเล่นเกมไพ่แบล็คแจ็ค

โดยทั่วไปในโต๊ะมาตรฐานสามารถวางเดิมพันได้ที่ขั้นต่ำ 250 บาท เล่นสูงสุดได้มือละ 5,000 บาท อย่างไรก็ตามขั้นต่ำและสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามแต่ละคาสิโนกับโต๊ะเดิมพันนั้นๆ เริ่มเกมโดยการที่เจ้ามือจะใช้ไพ่ประมาณ 5 – 6 สำรับในการสับไพ่ ต่อมาจะมีการแจกไพ่ให้ผู้เล่นทุกคนรวมทั้งเจ้ามือด้วย เป้าหมายของเกมแบล็คแจ็คคือต้องทำให้ไพ่ในมือของเรามีแต้มใกล้เคียง 21 แต้มมากที่สุด โดยเรียกไพ่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจในแต้มที่มี ให้ทำการหยุดเรียก จนกระทั่งทุกคนบนโต๊ะเดิมพันทำการหยุดเรียกหมดแล้ว เจ้ามือจะเรียกไพ่ของตัวเอง เมื่อการเรียกไพ่ทั้งของผู้เล่นและเจ้ามือทุกคนสิ้นสุดลง ใครที่มีแต้มใกล้เคียง 21 แต้มมากกว่ากัน คนนั้นจะเป็นผู้ชนะของเกมรอบนั้นและได้รับเงินรางวัล

วิธีการนับแต้มในเกมไพ่แบล็คแจ็ค

ตัวเลขต่างๆ บนหน้าไพ่ เช่น 2, 3, 4 จนถึง 10 ให้นับแต้มตามตัวเลข ส่วนตัวอักษรภาษาอังกฤษ J, Q, K นับเป็น 10 แต้ม A นับเป็น 11 แต้ม หรือนับเป็น 1 แต้มก็ได้แล้วแต่สถานการณ์ โดยผู้เล่นสามารถเลือกได้เอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อได้ไพ่ K กับ A จะให้ A เท่ากับ 11 แต้ม รวมกับ K ได้ครบ 21 แต้มพอดี หรือได้ไพ่ 9, 5, 4 และ A จะให้ A แทน 1 แต้ม เมื่อรวมกันได้ 20 แต้มนั้นเอง

สถานการณ์เลือกได้เองในการเดิมพันไพ่แบล็คแจ็ค

อยู่และจั่วไพ่ (Stand & Hit)

การอยู่และการเรียกไพ่คือพื้นฐานของแบล็คแจ็ค ในกรณีที่แต้มไม่ถึงหรือเกิน 21 แต้ม จะมีสิทธิ์เรียกไพ่ได้เรื่อยๆ เมนูในคาสิโนออนไลน์คือ “จั่ว” หรือ Hit และหยุดเรียกเมื่อพอใจไพ่แล้วเรียกว่า “อยู่” หรือ Stand

21 แต้ม (Blackjack)

เมื่อไพ่ 2 ใบแรกรวมกันได้ 21 แต้มจะเรียกว่า แบล็คแจ็ค โดยทั่วไปจะได้เงินรางวัล 1.5 เท่า ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวางเงินเดิมพัน 100 บาท จะได้เงินรางวัล 150 บาท ไม่รวมทุน คล้ายๆ กับกติกาการเล่นป๊อกเด้ง คือชนะการเดิมพันในรอบนั้นทันที

แทง 2 เท่า (Double Down)

ผู้เล่นสามารถวางเดิมพันเพิ่มได้อีก 1 เท่า จากตัวอย่างด้านบน ยกตัวอย่าง เมื่อขอแยกไพ่แล้ว มือที่ 1 ได้ไพ่ K ลงเดิมพัน 100 บาท ผู้เล่นสามารถเพิ่มเงินเดิมพันเป็น 200 บาท แต่ว่ามีสิทธิเรียกไพ่ได้แค่ใบเดียวเท่านั้น ถ้าแต้มออกมามากกว่าเจ้ามือจะได้อัตราการจ่าย 1 ต่อ 1

การแยกไพ่ (Split)

เมื่อผู้เล่นได้ไพ่ 2 ใบเหมือนกัน สามารถแยกไพ่ได้ คือการที่วางเดิมพันเป็น 2 มือ ยกตัวอย่างเช่น เดิมพัน 100 บาท เมื่อได้ไพ่ K กับ K ผู้เล่นสามารถแยกไพ่ได้ แต่ต้องวางเดิมพันเท่าเดิมกลายเป็น มือที่ 1 ได้ไพ่ K ลงเดิมพัน 100 บาท และมือที่ 2 ได้ไพ่ K ลงเดิมพัน 100 บาท จากนั้นแจกไพ่ต่อตามปกติ แต่ถ้าได้ไพ่ 21 จะไม่นับเป็น แบล็คแจ็ค ถ้าเจ้ามือได้ 21 แต้ม ถือว่าไม่เสมอฝ่ายผู้เล่นจะแพ้เดิมพัน ในกรณีแต้มมากกว่าเจ้ามือจะได้อัตราการจ่าย 1 ต่อ 1

เดิมพันไพ่ประกัน (Insurance)

เมื่อเจ้ามือเปิดไพ่ใบแรกเป็น A ผู้เล่นสามารถขอวางเงินประกันได้ โดยวางครึ่งเดียวจากเงินเดิมพันที่ลงไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เดิมพัน 100 บาท สามารถขอวางเงินประกันได้ 50 บาท เมื่อเจ้ามือเปิดไพ่ใบที่ 2 ได้ 10 ซึ่งเป็นแบล็คแจ็ค ผู้เล่นจะชนะเดิมพันและได้เงินรางวัลจากค่าประกัน 2 เท่า คือวางเงินประกัน 50 บาท จะได้คืน 100 บาท ไม่รวมทุน แต่ถ้าเจ้ามือไม่ออกแบล็คแจ็ค ผู้เล่นจะเสียเงินประกันและเกมดำเนินต่อไป